สัญญาณชี้ชัด ควรจดทะเบียนบริษัทแล้วรึยัง?

Written by Business

จดทะเบียนบริษัท4

สมัยนี้มีคนสนใจประกอบธุรกิจส่วนตัวเพื่อจะได้เป็นเจ้านายตัวเองกันเยอะขึ้น แต่ก็ยังมีหลากหลายเรื่องที่เราไม่ทราบ อย่างเช่นเรื่องภาษีที่ต้องจ่าย ระหว่างการทำธุรกิจที่มีการจดทะเบียนบริษัทกับการทำธุรกิจโดยเสียภาษีแบบบุคคลธรรมดา มันคุ้มมั้ยกับการที่รับกำไรมาเต็มถุง แต่ต้องเทเงินให้กับการจ่ายภาษีไปอย่างมากมาย
ซึ่งในปัจจุบัน การจดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคลนั้นง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจรายเล็กได้เข้ามาจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทได้ แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ยังไม่ได้ทำการจดทะเบียนบริษัทเพื่อเปลี่ยนไปเป็นนิติบุคคล มาดูกันดีกว่าว่ามีสัญญาณอะไรบ้างที่เป็นตัวช่วยยืนยันว่าถึงเวลาที่เราต้องไปจดทะเบียนบริษัทบ้แล้ว

3 สัญญาณถึงเวลาจดทะเบียนบริษัท

1.เมื่อต้องเสียภาษีมากกว่า 20%

ในขณะที่ธุรกิจกำลังไปได้สวย รับกำไรแบบเหนาะๆ แต่ยังไม่วายมีเรื่องของภาษีมาให้ปวดหัวกันอีกนะคะ เพราะรายได้ที่มากขึ้นก็หมายความถึงการจ่ายภาษีที่มากขึ้นตามไปด้วยในฐานะบุคคลธรรมดา ซึ่งเพดานสูงสุดของอัตราภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาอยู่ที่ 35% ในขณะที่การเสียภาษีในฐานะนิติบุคคล มีเพดานสูงสุดของการคิดภาษีเพียง 20% (อันนี้ไม่รวม SEMs นะคะ) ดังนั้นหากดำเนินธุรกิจในฐานะบุคคลธรรมดาที่ต้องเสียภาษีสูงเกิน 20% ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญในการใช้ตัดสินใจเพื่อเปลี่ยนมาจดทะเบียนบริษัทนะคะ ยกตัวอย่าง คิดจากเงิน 5,500,000 บาท กรณีบุคคลธรรมดาคิดอัตราภาษี 35% ดังนั้นต้องเสียภาษี 1,925,000 บาท แต่ถ้าหากจดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคล คิดอัตราภาษี 20% ดังนั้นต้องเสียภาษี 1,100,000 บาท เห็นได้ว่าเสียภาษีในฐานะนิติบุคคลถูกกว่าถึง 825,000 บาทเลยทะเดียว

จดทะเบียนบริษัท3

2. ต้องการขยายสเกลธุรกิจ

การจดทะเบียนบริษัทจำเป็นต้องอาศัยทุนในการจดทะเบียน ซึ่งทุนการจดทะเบียนบริษัทเป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้คู่ค้าทางธุรกิจเกิดความเชื่อใจที่จะเข้ามาทำธุรกิจกับเรา เพราะความสามารถในการจ่ายค่าทุนจดทะเบียนบริษัท หมายถึงความสามารถในการรับผิดชอบระหว่างการทำธุรกิจร่วมกัน ยกตัวอย่างบริษัท A ต้องการสร้างโปรเจคใหญ่ ใช้งบในการก่อสร้างสูง สิ่งแรกที่บริษัท A จะดูจากบริษัทที่เข้ามาประมูลงานคือทุนจดทะเบียน ซึ่งถ้าธุรกิจของเราได้จดทะเบียนบริษัทด้วยทุนที่เพียงพอต่อการทำงานนั้นๆ โอกาสที่จะได้ทำงานสเกลใหญ่ก็มีมากขึ้น ธุรกิจของเราก็ขยายมากขึ้นตามไปด้วย (ทุนจดทะเบียนบริษัทจะมีระบุไว้หน้าเอกสารบริษัท)

3. ต้องการมีอำนาจในการต่อรองทางธุรกิจ

ด้วยหลักการในการก้าวข้ามจากบุคคลธรรมดามาจดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคล มีองค์ประกอบต่างๆ มากมาย ทั้งเงินทุนจดทะเบียน เอกสารที่ออกโดยหน่วยงานราชการ ผู้ร่วมทุน หรือผู้ถือหุ้น การทำงบทางการเงิน การตรวจสอบบัญชี รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ ทำให้ธุรกิจของเรามีความน่าเชื่อมากขึ้นในการดำเนินการธุรกิจ ทั้งกับสถาบันการเงิน คู่ค้า ลูกค้าเองก็ตาม ทำให้การเจรจาต่อรองทางธุรกิจเป็นไปได้ง่ายขึ้น

สิทธิประโยชน์ที่ผู้จดทะเบียนบริษัทจะได้รับ

1. เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนและระดมทุนได้

เมื่อกิจการของเราเริ่มเข้าที่เข้าทาง และมีทีท่าจะไปได้สวย เจ้าของธุรกิจมีความต้องการขยายกิจการแต่ต้องใช้เงินทุนที่มากขึ้น การเข้าหาสถาบันทางการเงินจึงเป็นคำตอบสำหรับจุดนี้ แต่การทำธุรกิจแบบบุคคลธรรมดาความน่าเชื่อถือต่อสถาบันการเงินต่างๆ ย่อมมีน้อยกว่าการเป็นนิติบุคคลอย่างแน่นอน ดังนั้นการจดทะเบียนบริษัทช่วยให้เหล่าธนาคารทั้งหมายมีความเชื่อมั่นในธุรกิจของเรานั่นเองค่ะ และยิ่งไปกว่านั้นการตัดสินใจจดทะเบียนบริษัท ยังสามารถระดมทุนเพิ่มขึ้นจากหุ้นของผู้ถือหุ้นในบริษัทได้อีกทางนะคะ

จดทะเบียนบริษัท

 2.ถูกยกเว้นภาษี!

ยกเว้นภาษีในที่นี้หมายถึงการยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิขั้นต้น สำหรับใครที่จดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคลทำให้ได้รับการยกเว้นภาษีในเพดานที่สูงกว่าการเป็นบุคคลธรรมดา นั่นก็คือ หากเราจดทะเบียนบริษัทเป็นแบบนิติบุคคล เราจะเริ่มจ่ายภาษีเมื่อกำไรสุทธิอยู่ที่ 300,001 บาทเป็นต้นไป กำไรสุทธิที่ไม่เกิน 300,000 บาท จะได้รับการยกเว้นการคิดภาษี ในขณะที่การเป็นบุคคลธรรมดาจะต้องเสียภาษีเมื่อมีเงินได้สุทธิที่ 150,0001 บาท

อธิบายให้เห็นภาพมากขึ้น สมมุติเงินที่ 350,000 บาท

  • บุคคลธรรมดา

0-150,000 = ได้รับยกเว้นภาษี

150,001-300,000 = 5% ดังนั้นขั้นนี้เสียภาษี 10,000 บาท

300,001-500,000 = 10% ดังนั้นขั้นนี้เสียภาษี 5,000 บาท

(รวมเงินได้สุทธิแบบบุคคลธรรมดา 350,000 บาท จะต้องเสียภาษี 15,000 บาท)

  • นิติบุคคล

0-300,000 = ได้รับยกเว้นภาษี

300,001-3,000,000 = 20% ดังนั้นขั้นนี้เสียภาษี 10,000 บาท

(รวมกำไรสุทธิแบบนิติบุคคล 350,000 บาท จะต้องเสียภาษี 10,000 บาท)

ในกรณีนี้เห็นได้ชัดว่าการจดทะเบียนบริษัทเพื่อเป็นนิติบุคคล จะได้รับประโยชน์ในส่วนของเงินเสียภาษี จากจำนวนเงินที่นำมาคิดคือ 350,000 บาท นิติบุคคลจ่ายน้อยกว่าบุคคลธรรมดาถึง (15,000-10,000=5,000 บาท) 5,000 บาท

3. สามารถจำกัดขอบเขตความรับผิดชอบ

หลายๆ คนบอกไว้ว่า ธุรกิจย่อมมาคู่กับความเสี่ยงและความไม่แน่นอน การทำธุรกิจแบบคนเดียวเป็นเหมือนการแบกรับความเสี่ยงไว้เพียงคนเดียวนั่นเอง เพราะปัจจัยในการทำธุรกิจแต่ละธุรกิจแตกต่างกัน ความเสี่ยงที่ว่าอาจมาในรูปแบบภัยธรรมชาติ เทรนด์การบริโภคของลูกค้าที่เปลี่ยนไป หรือสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนอยู่ทุกวัน หากธุรกิจเกิดปัญหาขาดทุน ดีไม่ดีอาจมีปัญหากระทบถึงทรัพย์สินส่วนตัว ดังนั้นการจดทะเบียนบริษัทจึงเป็นเหมือนการกระจายความเสี่ยง เพราะอย่างน้อยๆ การจดทะเบียนบริษัท จะต้องมีผู้ถือหุ้น 3 คน และมีการจัดสรรทรัพย์สินหรือทุนในการทำธุรกิจแยกออกจากทรัพย์สินส่วนตัวอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน หรืออสังหาริมทรัพย์ก็ตาม

4.ได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้น

เมื่อธุรกิจของเรามีการจดทะเบียนบริษัทเป็นแบบนิติบุคคล จะได้รับหนังสือรับรองจากกระทรวงพาณิชย์อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นเหมือนใบเบิกทางให้ธุรกิจของเราดูมีน้ำหนักมากขึ้น ทำธุรกรรมต่างๆ ได้สะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนตามข้อ 1 และได้รับความน่าเชื่อถือจากคู่ค่า และลูกค้า

ได้เห็นถึงผลประโยชน์ของการเปลี่ยนจากการทำธุรกิจแบบบุคคลธรรมดามาเป็นนิติบุคคลแล้ว เพื่อนๆ คงมีความคิดอยากจะจดทะเบียนบริษัทกันขึ้นมาบ้าง ซึ่งปัจจุบันกรมสรรพากรมีการอำนวยความสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ จดทะเบียนบริษัทออนไลน์ด้วยตัวเองแบบ Step by step และออฟฟิศเมทหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับเจ้าของธุรกิจทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า ที่กำลังลังเลว่าการจดทะเบียนบริษัทจะเหมาะสมกับธุรกิจของเรารึเปล่า? ธุรกิจของเราพร้อมสำหรับการก้าวไปเป็นนิติบุคคลหรือไม่? จริงๆ แล้วไม่มีถูกหรือผิดนะคะ อยู่ที่ความเหมาะสมและการเริ่มก่อน ในโลกของธุรกิจโอกาสอยู่รอบๆ ตัวเราเสมอ คนที่ก้าวได้ไกลกว่าไม่ใช่คนที่เห็นโอกาสก่อน แต่เป็นคนลงมือทำก่อนคนอื่นนั่นเอง

Last modified: August 28, 2018