ภาษีป้าย! สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวก่อนขึ้นป้ายหน้าร้าน

Written by Business

ภาษีป้าย

พูดถึงการประกอบการทำธุรกิจที่มีหน้าร้าน หรือมีการทำการโฆษณา การใช้ “ป้าย” เป็นอีกหนึ่งทางในการสื่อสารโฆษณากับกลุ่มลูกค้า สิ่งที่ตามมาสำหรับการมีป้ายโฆษณา คือผู้ประกอบการจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนของ “ภาษีป้าย” ซึ่งมีอัตราค่าภาษีที่แตกต่างกันออกไป ตามรูปแบบ และขนาด

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับภาษีป้าย ว่าป้ายคืออะไร แบบไหนต้องเสียภาษีป้าย แบบไหนไม่ต้องเสียภาษีป้าย รวมถึงขั้นตอนในการยื่นขออนุญาต ขั้นตอนการเสียภาษี และบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510

“ป้าย” คืออะไร

สิ่งที่เราต้องรู้เป็นอย่างแรก คือความหมายของป้าย ตามที่กฎหมายกำหมดไว้ ซึ่งป้ายในที่นี้ หมายความว่า ป้ายที่ปรากฏ ชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายทางการค้า สำหรับการประกอบกิจการ การทำการค้าหรือโฆษณาเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของตัวอักษร ภาพ หรือสัญลักษณ์ บนวัสดุใดๆ ก็ตาม ด้วยการเขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีการอื่นๆ ก็ตาม

รวมถึงป้ายแบบ ไตรวิชั่น (Trivision) ซึ่งเป็นภาพที่สามารถแสดงภาพโฆษณาได้ 3 ภาพต่อหนึ่งพื้นที่โฆษณา ด้วยการหมุนเปลี่ยนภาพของแท่งทรงสามเหลี่ยม (Prism) ด้วยระบบมอร์เตอร์

ป้าย แบบไหนบ้าง ที่ได้รับการ “ยกเว้น” ภาษีป้าย

ป้ายที่ได้รับการยกเว้นภาษีป้าย มีอยู่หลากหลายประเภทด้วยกัน ทั้งจาก พ.ร.บ.ภาษีป้ายปี พ.ศ.2510 และฉบับที่ 2 ปี พ.ศ.2535

  1. ป้าย ที่ติดอยู่กับสินค้า บรรจุภัณฑ์สินค้า ติดไว้ที่คน และป้ายที่ติดไว้ที่สัตว์
  2. ป้าย ที่ติดอยู่ภายในตัวอาคาร หรือพื้นที่ส่วนตัว แต่ต้องมีขนาดไม่เกิดตามที่กำหมด
  3. ป้าย ที่ติดอยู่หน้าโรงมหรสพ เพื่อโฆษณามหรสพนั้นๆ และป้าย ที่ติดบริเวณงานที่จัดขึ้นชั่วคราว
  4. ป้าย ของหน่วยงานราชการ หน่วยงานที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาล ป้ายวัด และป้ายมูลนิธิ
  5. ป้าย ของธนาคารบางแห่ง และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  6. ป้าย ของโรงและและสถาบันอุดศึกษาเอกชน ที่ตั้งอยู่ในบริเวณโรงและและสถาบันอุดศึกษาเอกชนนั้นๆ
  7. ป้าย ของผู้ประกอบการเกษตร ที่เป็นผลผลิตจากการเกษตรของตนเอง
  8. ป้าย ที่มีลักษณะเป็นล้อเลื่อน หรือติดอยู่กับรถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนตร์ รถบดถนน หรือรถแทรกเตอร์ รวมถึงยานพาหนะอื่นๆ ที่มีพื้นที่โฆษณาไม่เกิน 500 ตารางเซนติเมตร

อัตราในการคำนวณภาษีป้าย

การคำนวณภาษีป้าย คิดจากพื้นที่ป้ายเป็นตารางเซนติเมตร โดยป้ายที่มีขอบเขตป้ายชัดเจน ให้ใช้ด้านกว้างสุด x ด้านยาวสุด ส่วนป้ายที่กำหนดขอบเขตไม่ชัดเจน ให้นับจากขอบเขตของตัวอักษรที่อยู่ริมสุด อัตราภาษีป้ายแบ่งออกตามลักษณะของสิ่งที่ปรากฏบนแผ่นป้ายเป็น 3 แบบด้วยกัน

  1. อัตราภาษีป้าย สำหรับป้ายที่มีเฉพาะตัวอักษรภาษาไทยเท่านั้น ให้คิดอัตรา 3 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร
  2. อัตราภาษีป้าย สำหรับป้ายที่มีอักษรภาษาไทยปนกับภาษาต่างประเทศ หรือเครื่องหมายและภาพ และอักษรไทยทั้งหมดต้องอยู่เหนือส่วนอื่น ให้คิดอัตรา 20 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร
  3. อัตราภาษีป้าย สำหรับป้ายที่ไม่มีภาษาไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายอื่นๆ หรือไม่ และป้ายที่มีภาษาไทยบางส่วน หรืออักษรไทยทั้งหมดอยู่ต่ำกว่าอักษรภาษาต่างประเทศ ให้คิดอัตรา 40 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร

*เพิ่มเติมสำหรับป้ายที่ถูกประเมินภาษีป้ายน้อยกว่า 200 บาท ให้ปัดเป็นการจ่ายภาษีป้าย 200 บาท

*พื้นที่ป้ายที่คำนวณได้ หากมีเศษเกินแต่เกินกึ่งหนึ่งของ 500 ตารางเซนติเมตร หรือมีเศษพื้นที่ที่เกิน 250 ตารางเซนติเมตร ให้คิดเป็น 500 ตารางเซนติเมตร

ภาษีป้าย2

การยื่นแบบประเมินเพื่อเสียภาษีป้าย

เมื่อผู้ประกอบการต้องการติดตั้งป้ายร้าน หรือเจ้าของป้ายอื่นๆ ที่ใช้ป้ายที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีป้าย ก่อนการติดตั้งจะต้องทำการแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ที่สำนักงานเขต เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบลที่ตั้งป้าย

ช่วงระยะเวลาในการยื่น: จะต้องยื่นประเมินเพื่อเสียภาษีป้ายไม่เกินวันที่ 31 มีนาคมของปีนั้นๆ หากมีการติดตั้งป้าย แก้ไขป้าย หรือเพิ่มป้าย หลังจากวันที่ 31 มีนาคมของปีนั้นๆ ให้ยื่นแบบประเมินภาษีป้ายภายใน 15 วันหลังจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงป้าย

เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นแบบประเมินเพื่อเสียภาษีป้าย (ในกรณีที่เป็นผู้ยื่นใหม่)

  1. ใบอนุญาตติดตั้งป้าย ใบเสร็จรับเงินค่าทำป้าย
  2. รูปป้าย พร้อมขนาดกว้าง x สูง
  3. สำเนาทะเบียนบ้าน
  4. บัตรประจำตัวประชาชน
  5. กรณีเจ้าของป้ายเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ทะเบียนพาณิชย์และหลักฐานของสรรพากร เช่น ภ.พ.01, ภ.พ.09, ภ.พ.20
  6. หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่สามารถยื่นแบบได้ด้วยตนเอง พร้อมติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย)
  7. แบบเสียภาษีป้าย (ภ.ป.1) สำหรับผู้เสียภาษีป้ายรายเก่า

การชำระเงินภาษีป้าย

เมื่อได้รับหนังสือแจ้งประเมินภาษีป้ายแล้ว ให้ดำเนินการชำระภาษีป้ายภายใน 15 วัน

สถานที่ชำระเงิน: ที่สำนักงานเขต (ฝ่ายรายได้) ที่ธนาคารกรุงไทย ผ่าน ATM ธนาคารกรุงไทย และ Internet Banking ธนาคารกรุงไทย

บทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตามพ.ร.บ.ภาษีป้าย

  1. หากแจ้งความ หรือให้การเท็จเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีป้าย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  2. หากจงใจไม่ยื่นแบบประเมินภาษีป้าย ต้องระวางโทษปรับปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท
  3. หากไม่เสียภาษีป้ายภายในวันที่กำหนด ต้องระวางโทษปรับวันละ 100 บาท
  4. หากไม่แจ้งการรับโอนป้าย หรือไม่แสดงหลักฐานการเสียภาษีป้าย ณ สถานประกอบการค้าหรือสถานประกอบการ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท

สำหรับผู้ประกอบการทั้งหลาย เรื่องภาษีถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความใส่ใจ เพราะนอกเหนือจากภาษีหลักๆ แล้ว หากกิจการใดมีการตั้งป้าย ต้องไม่ลืมที่จะประเมินว่าป้ายของเราเข้าข่ายต้องเสียภาษีหรือไม่ หากต้องเสียภาษีป้าย จะต้องเสียยังไง เท่าไหร่ ที่ไหนด้วยนะคะ เพื่อไม่ให้ถูกปรับเกินจำเป็น จนกลายเป็นรายจ่ายเพิ่มขึ้นสำหรับธุรกิจคุณ ออฟฟิศเมทหวังว่าบทความนี้เป็นประโยชน์ให้กับหลายๆ คน การทำธุรกิจหากเราดำเนินการเรื่องต่างๆ ให้ถูกต้อง เชื่อว่าจะเป็นการเซฟเงินได้ดีกว่าการต้องมาเสียค่าปรับและระวางโทษในภายหลังนะคะ

ที่มา: บัญชีภาษี กี่ปีก็ไม่เข้าใจ/ tigersoft.co.th/ bangkok.go.th

Last modified: October 21, 2018