พกความเครียดกลับบ้าน อันตรายที่ชาวออฟฟิศต้องระวัง!

Written by Health Care

พกความเครียดกลับบ้าน อันตรายที่ชาวออฟฟิศต้องระวัง

เพราะการแข่งขันในสังคมที่นับวันจะเริ่มทวีความดุเดือดมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้ชาวออฟฟิศหลายคนต้องทำงานหนักมากขึ้น และส่งผลให้เกิดความเครียดตามมา ยิ่งหากไม่สามารถทำงานให้เสร็จตามเป้าหมาย หรือเกิดความผิดพลาดขึ้น ก็จะยิ่งทำให้ความเครียดสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขั้นเอากลับมาเครียดต่อที่บ้านด้วยอยู่หลายครั้ง ซึ่งก็ทำให้เกิดผลเสียต่าง ๆ ตามมามากมายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ไม่ว่าจะเป็นโรคต่างๆที่มากับความเครียด  หรือแม้แต่ความสัมพันธ์กับคนในบ้าน

โรคนอนไม่หลับ

เป็นโรคที่ชาวออฟฟิศหลายคนรู้จักกันดีเมื่อเกิดความเครียดมาก ๆ อันเนื่องมาจากสมองจะต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆโดยเฉพาะฮอร์โมนคอร์ติซอล ที่ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย ซึ่งอันดับแรกที่จะต้องเจอเลยก็คือเรื่องของการนอนไม่หลับ ยิ่งเครียดก็ยิ่งนอนได้ยากมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจถึงขั้นต้องพึ่งยานอนหลับได้ (และถ้าหากใช้ยานอนหลับเป็นประจำ ก็จะทำให้ไม่สามารถนอนได้ด้วยตัวเอง กลายเป็นโรคติดยานอนหลับที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต) และเมื่อนอนไม่หลับ ไม่ได้พักผ่อนเพียงพอ ก็จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานต่ำลง จนเป็นเหตุให้เกิดโรคฉวยโอกาส อย่างเช่นโรคมะเร็งต่าง ๆ ขึ้นได้

ความเครียดทำให้นอนไม่หลับ

ภาวะออฟฟิศซินโดรม

ภาวะออฟฟิศซินโดรม มักเกิดขึ้นกับชาวออฟฟิศที่ต้องทำงานอยู่ท่าเดียวเป็นเวลานาน และถ้าหากเกิดความเครียดร่วมอยู่ด้วยก็จะมีอาการรุนแรงที่หนักมากขึ้น โดยสามารถแบ่งออกได้ คือ

  • การปวดหัวเรื้อรัง – หรือจะเรียกว่าโรคไมเกรนก็ย่อมได้ ยิ่งถ้ามีความเครียดมาก ๆ และใช้สายตามาก ๆ ก็จะปวดหัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเวลานาน ๆ อาจถึงขั้นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ในโรงพยาบาล
  • การปวดกล้ามเนื้อบริเวณต่าง ๆ – โดยเฉพาะบริเวณ คอ หลัง และข้อมือ ที่จะเกิดการอักเสบอย่างหนัก จนอาจถึงขั้นไม่สามารถใช้การได้ ต้องไปทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดและฟื้นฟูกล้ามเนื้อกันเลย คนที่เครียดกับเรื่องงานมาก ๆ จะไม่รู้ตัวเองว่านั่งอยู่ในท่านั้น ๆ มาเป็นเวลานานแค่ไหนแล้ว ยิ่งถ้าเอางานกลับมาทำที่บ้าน ก็มานั่งท่าเดิมกับเวลาอยู่ที่ทำงาน ก็จะยิ่งทำให้อาการรุนแรงมากยิ่งขึ้น
  • ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ – นอกจากกล้ามเนื้อแล้ว ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบเผาผลาญ ระบบขับถ่าย ระบบไหลเวียนของเลือด ก็อาจทำงานผิดปกติได้ ยิ่งถ้าหากมีการละเลยการดื่มน้ำ ทานอาหาร ก็จะยิ่งทำให้ร่างกายแสดงอาการได้เร็วมากขึ้น และอาจรุนแรงหากไม่ได้ดูแลตัวเองเป็นเวลานาน ๆ

โรคซึมเศร้า

คงจะเห็นกันแล้วว่า ในปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากความเครียด และความกดดันจากการทำงาน ที่อาจทำให้เกิดการคาดหวังในตัวเองสูง เมื่อเกิดข้อผิดพลาด หรือไม่สามารถทำตามความคาดหวังของตัวเองได้ ก็จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเครียด และเริ่มเก็บตัวอยู่คนเดียว ไม่เข้าสังคมเหมือนที่เคยเป็น และถ้าหากไม่ได้รับการรักษา หรือไม่ได้รับความใส่ใจจากคนรอบข้างเท่าที่ควร ก็อาจถึงขั้นทำร้ายร่างกายตัวเองจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ทะเลาะเบาะแว้งกับคนในครอบครัว

ในส่วนของหัวข้อนี้อาจไม่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ แต่ก็มีความรุนแรงพอสมควร โดยเฉพาะถ้าภายในครอบครัวมีผู้สูงอายุ หรือมีเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เพราะอาจสร้างความกระทบกระเทือนจิตใจ จนเป็นเหตุนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ อีกได้ ซึ่งปัญหาที่เกิดจากความเครียดจากการทำงานที่ส่งผลมาถึงครอบครัว สามารถจำแนกออกมาได้ดังต่อไปนี้

  • สนใจแต่เรื่องของความเครียดตัวเองจนลืมสิ่งรอบข้าง – มีหลายคนมาก ๆ ที่เอาความเครียดจากการทำงานกลับบ้านมาด้วย และเอาแต่หมกมุ่นกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนไม่สนใจว่าสมาชิกในครอบครัวทำอะไรบ้าง หรือพูดจาอะไรกับตัวเองบ้าง เมื่อถูกทักท้วงก็จะเริ่มแสดงความหงุดหงิด โดยยกเรื่องความเครียดเรื่องงานมาอ้าง และอาจกลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งไป
  • อารมณ์รุนแรงเมื่อคนในครอบครัวพูดไม่ถูกหู – ต่อเนื่องมาจากหัวข้อด้านบนเลย เมื่อถูกทักท้วง หรือมีการพูดจาอะไรที่ไม่เข้าหู ก็จะเผลอแสดงอารมณ์รุนแรงด้วยการด่าทอ หรือทำลายข้าวของ ตามสภาวะความเครียดที่เกิดขึ้น ซึ่งก็อาจจะมีทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว ส่วนมากถ้าเกิดกรณีแบบนี้ขึ้น ก็มักจะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาภายในครอบครัวได้
  • ไม่มีเวลาให้คนในครอบครัว ทำให้ขาดความเอาใจใส่ และความผูกพันเหมือนที่เคยเป็น – เมื่อมีความเครียดมาก ๆ หลาย ๆ คนก็เลือกที่จะเฉยเมยกับบุคคลในครอบครัว ไม่รับรู้ ไม่เอาอะไรทั้งสิ้น ใครจะพูดอะไรก็ไม่สนใจ ทำให้ความสัมพันธ์ของครอบครัวอาจจะเริ่มสั่นคลอนได้ และไม่อบอุ่นเหมือนที่เคยเป็น เมื่อถึงเวลาหนึ่งก็อาจทำให้เกิดความไม่สนิทใจที่จะพูดคุยเช่นเดิม

หลายคนคงจะเห็นแล้วว่า การเอาความเครียดจากการทำงานกลับมาที่บ้านด้วยนั้น ส่งผลให้เกิดอันตรายมากขนาดไหน ซึ่งสภาพจิตใจและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลก็ไม่เหมือนกัน จึงยากที่จะตอบถึงระยะเวลาที่อาจเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นแล้ว วิธีจัดการกับความเครียดที่ดีที่สุด ก็คือการปล่อยวาง หมดเวลาทำงานก็ควรวางงานไว้ที่ทำงาน ไม่ต้องเอากลับมาด้วย แต่ถ้าหากมีงานด่วนจริง ๆ ก็ให้เลือกเพียง 1-2 วันในการทำงานให้เสร็จภายในสัปดาห์นั้น ๆ ไม่ควรเอากลับมาทำที่บ้านทุกวัน และถ้าหากมีเวลาว่าง ก็ควรจะไปพักผ่อนด้วยการท่องเที่ยว ออกกำลังกาย เข้าสปา นวดตัวหรือทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบก็จะทำให้จิตใจผ่อนคลายจนลืมความเครียดที่เกิดขึ้นได้

Last modified: August 28, 2018