5 ความแตกต่างระหว่าง ธุรกิจ SME กับ ธุรกิจ Startup

Written by Business

 

ภาพของการลงทุนทำธุรกิจในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก จากสมัยก่อน การทำธุรกิจถูกมองเป็นเรื่องของคนที่มีเงินทุนหนา แต่ด้วยรูปแบบที่เปลี่ยนไป มีธุรกิจรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย เกิดเป็นธุรกิจSME และธุรกิจStartup  ซึ่งเป็นรูปแบบของธุรกิจที่ตอบโจทย์ให้คนรุ่นใหม่ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่ธุรกิจทั้งสองประเภท ก็ยังมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ทำให้ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้ต่างกันอีกด้วย

” เข้าใจความต่าง ของ ธุรกิจSME และ ธุรกิจStartup “

ความต่างในแง่ของชื่อธุรกิจ

ธุรกิจ SME

มาจากศัพท์เต็มๆ ว่า Small and Medium Enterprise โดยความหมายตามคำศัพท์แปลว่า “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม”

ธุรกิจ Startup

คำว่า Startup แปลตรงตัวว่า เริ่มต้นขึ้น เป็นการนำคำศัพท์มาใช้เรียกประเภทของธุรกิจที่มีลักษณะคือ เพิ่งเริ่มต้นก่อตั้ง ก่อการธุรกิจนั่นเอง

 

ความต่างโดยลักษณะของธุรกิจ

ธุรกิจ SME

จะต้องมีลักษณะอยู่ในกรอบที่กฎหมาย “พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม พ.ศ. 2543” ระบุไว้ กล่าวคือ ต้องมีลักษณะ 3 ประการ ดังนี้

1)  กิจการที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการผลิตหรือบริการ มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน สองร้อยล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน สองร้อยคน

2) กิจการค้าส่ง ที่มีทรัพย์สินถาวรไม่เกิน หนึ่งร้อยล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน ห้าสิบคน

3) กิจการค้าปลีก ที่มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน หกสิบล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน สามสิบคน

ธุรกิจ Startup

จะมีลักษณะเฉพาะว่า เป็นธุรกิจที่มีการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ สร้างสรรค์ เน้นเรื่องการเติบโตแบบเร่งด่วน รวดเร็ว มักนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาใช้เสริมหรือช่วยแก้ปัญหาของสินค้าและบริการ

โดยรวมแล้วจะมีลักษณะจำเพาะอยู่ 2 ประการคือ

1) เป็นการเริ่มต้นทำธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด หรือช่วยแก้ปัญหา ในวงกว้าง

2) ตอบโจทย์แล้วยังต้องเข้าถึงตลาดดังกล่าวได้ด้วย

ความต่างในเรื่องที่มาของเงินลงทุนทำธุรกิจ

ธุรกิจ SME

เนื่องจากธุรกิจ SME เป็นธุรกิจที่คิดขึ้นโดยเจ้าของ โดยเจ้าของต้องเป็นผู้ลงทุนเอง ทั้งหมด พร้อมรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง

ธุรกิจ Start up

ค่อนข้างเป็นธุรกิจขายไอเดียดีๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจอื่นอีกต่อหนึ่ง ทำให้เป็นธุรกิจที่สามารถดึงคนอื่นที่มีวิสัยทัศน์เห็นแนวโน้มในการทำกำไรมาร่วมลงทุนด้วยได้

 

ความต่างในเรื่องของวิธีการทำงานเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จของธุรกิจ

ธุรกิจ SME

จะประสบความสำเร็จได้จะเริ่มต้นที่ตัวเจ้าของธุรกิจ กล้าริเริ่ม และลองทำธุรกิจ คิดใหม่ ทำใหม่ กล้าลอง กล้าเรียนรู้ ค่อยๆ สำเร็จทีละขั้นตอน จากเล็กๆแล้วขยายความสำเร็จมากขึ้น

ธุรกิจ Start up

จะประสบความสำเร็จได้ ต้องเป็นไอเดียที่โดนใจ ใช้ได้กับตลาดกว้างๆ ขายตัวมันเองได้ เป็นธุรกิจที่คนมองว่าจะประสบความสำเร็จได้ต้องรวมศาสตร์และศิลป์

เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

 

ความต่างในเรื่องการเติบโตและผลตอบแทนจากธุรกิจ

ธุรกิจ SME

มักจะมีเป้าการดำเนินการธุรกิจให้มีรายได้เติบโตอยู่ที่ปีละประมาณ 30%-50% หรือหากเป็นช่วงเกิดใหม่ก็อาจอยู่ที่ปีละ 100%-200% เป็นอย่างมาก

ธุรกิจ Startup

นั้นมีเป้าหมายที่จะเติบโตขึ้นให้ได้อย่างน้อยปีละ 1,000% โดยหากได้น้อยกว่านั้น ถือว่าธุรกิจ Startup นั้น “ยังไม่โต” หรืออาจถึงขั้น “ไปไม่รอด” ในฐานะ Startup ก็ว่าได้

แต่ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรก็ตาม การวางแผนงานธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกเสมอ และตัวช่วยในการวางแผนงานก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่าง Post-it® Super Sticky Big Notes โพสต์-อิท® ซูเปอร์สติกกี้รุ่นบิ๊กโน้ต กระดาษโน้ตมีกาวแผ่นใหญ่ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ มีสีให้เลือกถึง 4 สี 3 ขนาด ไม่ว่าจะเป็น 12”x11”,  12”x15”, และ 16”x15”  มาพร้อมด้วยคุณสมบัติที่สามารถติดแล้วลอกออกได้ แถมติดซ้ำใหม่ได้บนพื้นผิวหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นผนังไม้ กระจก หรือ พลาสติกผิวเรียบก็ติดทนติดนาน

โลกของธุรกิจในวันนี้ต่างจากอดีต เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนว่าความต้องการของตลาดในวันพรุ่งนี้ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นคนทำธุรกิจย่อมต้องแสวงหาความรู้ อัพเดทข้อมูลเทคโนโลยีและเทรนด์กระแสโลก เพื่อปรับตัวให้รองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะตามมา

 

Last modified: August 28, 2018